กินข้าว+ดูหนัง วันหยุด#1_Another Vampire's story@House RCA
posted on 19 May 2009 15:30 by nitineewEdward's Lullaby
Credit: larissacorrea @ ijigg
...
What are about
-
New Moon (English Edition)
-
Heiroku Sushi @ Central World
-
Let The Right One In @ House RCA Link
...
Books________________________________________________________
วันอาทิตย์ (17/05/2009)รีบแจ้นไป Asia Book ที่ Central World ซื้อ New Moon มาอ่านอย่างร้อนรน อยากรู้ว่าเบลล่าจะเป็นยังไงเมื่อเลือดตกยางออกต่อหน้าแวมไพร์ตัวเป็นๆ 6 ตนพร้อมกัน ปรากฏว่าเป็นไปตามที่ฉันเดาไว้ในใจ แอบเสียใจแทนเอ็ดเวิร์ดและเบลล่า (น่าสงสารจัง)

www.fantasticfiction.co.uk
*สปอยเนื้อเรื่อง
แฟนคลับโพสต์ในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า บางทีNew Moonอาจเป็นจุดจบฮันนีมูนของเอ็ดเวิร์ดและเบลล่า ด้วยเหตุของเนื้อหาในภาคนี้ทำให้แฟนนิยายแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายที่เชียร์แวมไพร์ "เอ็ดเวิร์ด" และฝ่ายที่เชียร์หนุ่มหมาป่า "เจขอบ" พระเอกโผล่มาอีกคนอย่างนี้ เบลล่าจะทำไงดี แถมทีมหลังยังแตกออกเป็นอีก 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่เชียร์นักแสดงเก่า อย่างTaylor Launter กับฝ่ายที่เชียร์คนใหม่Michael Copon


cubcritic.com japosblog.wordpress.com
ไทเลอร์ เป็นเจขอบวัยเด็ก ไมเคิล(จาก Bring It On (remake)) ที่บางคนอยากให้เป็นเจขอบผู้ใหญ่
ดูคลิปTeaserหนังNew Moon แบบFanmade
Credit: tiffanyd666
ใครอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในภาคต่อของ Twilight ลองหามาอ่านกันดูเอาเอง ถ้าใครชอบแอคชั่นโรแมนติกดราม่าประชดประชันน้อยๆคงไม่ผิดหวัง
รีวิวTwilight >>ที่นี่<<
*ราคาหนังสือของสเตฟานี เมเยอร์ที่ Asia Books จะถูกกว่าที่ร้าน คิโนคูนิยะ ซึ่งสามารถซื้อได้ในราคาเท่ากับที่นำมาลดราคาในงานหนังสือฯ
Lunch_______________________________________________________________
ได้หนังสือมาสมใจ แวะกินมื้อเที่ยงกับไอ้ตาลที่ร้านซูชิสายพาน Heiroku Sushi หมดไปคนละเกือบ 500 บาท แต่ก็คุ้มค่ากับความอร่อยและอิ่มแบบพอดีๆ

หน้าร้าน

นั่งตรงนี้

ราคาตามสีจาน, บรรยากาศ

ซูชิหน้าแซลมอนรมควัน - รมควันด้วยกระบอกพ่นไฟ แล้ววางบนซอสหวานเทริยากิ อร่อยนะถ้าจะหวานน้อยกว่านี้ ราคา119บาท

พาเรดขนมที่ฉันไม่แตะ แต่ดูน่ากินใช่ไหมล่ะ

ตามลำดับ - ซูชิหน้าสาหร่าย... , หน้าปลาปลามากุโรบัง(เขียนอย่างนี้รึเปล่านะ?), หน้าหอยเม่น(เหม็นคาวสุดๆ), แมงกะพรุนจีนของโปรด, ซุปสาหร่ายรสชาติดีมาก, ซูชิหน้าscallop Kimchi, เมลอนหวานฉ่ำ, ไอ้ตาล, เจลลี่เมลอนแช่อิ่ม อ้าว..แล้วภาพซูชิหน้าหอยปีกนกแดงหายไปไหน? ฉันไม่ได้ถ่ายรูปไว้รึเนี่ยTT_TT รสมันกรึบๆดีอ่ะ
Heiroku Sushi, CTW ชั้น7 Tel.02-613-1200
Central World________________________________________________________
กินเสร็จก็เดินย่อยอาหาร

หนึ่งในงานกระดาษตระการตา


บรรยากาศดีๆ กับ เรื่องบ้าๆของไอ้ตาล - ไอ้ตาลเผชิญหน้าเพื่อนเก่า ไอ้ตาลเป็นนินจาพรางตัว ไอ้ตาลเป็น เอ่อ..

มุมฟังดนตรีที่ชั้น 7 และ สเตเดียมในฝันจากกระป๋องเบียร์ มีชุดเชียร์ให้เช่าด้วย

ผลงานเต็มๆตา
House RCA__________________________________________________________
ไปถึงโรงหนังอย่างทุลักทุเล มัวเดินเล่นเพลินที่CTW แถมฝนตกหนักไปดูหนังรอบบ่าย 4 ไม่ทัน ได้รอบสองทุ่มสิบห้าแทน ของกำนัลที่มาพร้อมกับค่าตั๋วคือแผ่นฟิล์มสไลเป็นใบปิดหนัง น่ารักดี แต่อารมณ์ตอนนั้นเซ็งเล็กน้อยเพราะต้องรอยาว 4 ชั่วโมงที่ House Cafe..

บริเวณด้านหน้าโรงหนัง
นึกว่าจะแกร่ว หลับ และเบื่อขาดใจ แต่..


บรรยากาศร้าน นิตยสาร และ เมนูอาหาร
ชอบใจจริงๆร้านเนี้ยะ ยังไม่ได้แตะอาหารที่มีเมนูน่ารักแบบนี้ กะว่าคราวหน้าจะลองสั่งอาหารกินดูสักมื้อ
เจอบรรยากาศร้านก็หลงรักเสียแล้ว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่บนชั้น 3 เป็นโรงหนัง 2 โรง จึงเหลือพื้นที่ด้านข้างยาวตลอดทาง ห้องแรกเป็นห้องรวบรวมดีวีดีหนัง ขายหนังสือและโปสการ์ดหายากด้วย ถัดไปเป็นร้านเฮาส์คาเฟ่นี่เอง สภาพห้องจึงเป็นลักษณะยาวตามทางเดินสู่โรงฉายที่สุดทางเดิน แต่ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างไร เจ้าของร้านทำให้มันเป็นคาเฟ่แบบเปิดตลอดแนว วางชุดโต๊ะเก้าอี้จัดเป็นมุมต่างๆ มุมโซฟานุ่มๆ 2 ที่ติดทางเดิน มุมรับประทานอาหารจัดโต๊ะไม้เก้าอี้บุนวมเป็นแถวยาวติดผนัง มุมชุดรับแขกใหญ่สำหรับเพื่อนกลุ่มใหญ่นั่งสนทนาพลางจิบกาแฟ หรือมุมโซฟาหนังทรงน่ารักๆสำรับ 2 ที่ หรือจะนั่งอ่านไปกินไปก็มีโต๊ะแบบบาร์สูงตัวยาววางกลางร้านนั่งได้ 2 ฟากโดยมีกระบะใส่นิตยสารหนังและบันเทิงวางอัดเต็มตรงกลางตลอดแนวโต๊ะ แต่ฉันไม่ได้นั่งตรงนี้ เพราะง่วงมาก สั่งช็อกโกแลตปั่นมาดื่มแก้กระหายแล้วกะว่าจะหลับสักงีบ ระหว่างรอเครื่องดื่มเราไปเดินเล่นดูใบปิดหนังดีวีดีในห้องถัดไป มีทั้งให้ยืมและขาย มีโปสเตอร์หนังหายากขายด้วย

บรอเวณที่ขายตั๋ว และ ทางเดินไปโรงฉาย(ชอบภาพวาดต่อจุดที่ผนังจัง)

อ้าวพี่แอ๊ดนั่งตรงนี้มากี่วันแล้วล่ะ , หนังสือน่าอ่านใน DVD Library
กลับมานั่งอ่าน Filmax ฉบับ(ปีที่แล้ว)ที่มีเคียรา ไนท์ลีย์ (แคะขี้มูก) กล่าวถึง Twilight แบบครบรสทั้งเรื่องคนเขียน คนอ่าน เกี่ยวกับหนังและฉบับนิยาย แหม..อยากได้เล่มนี้มาสะสมไว้จัง
ไปๆมาๆ กลายเป็นไอ้ตาลหลับส่วนฉันก็อ่านนิยายแวมไพร์ต่อ เผลอแป๊บเดียวก็จวนจะ2ทุ่มแล้ว
"หนังฉายตรงเวลา ไม่มีโฆษณานะคะ" เรานึกถึงคำพูดของพนักงานขายตั๋วเมื่อตอนบ่ายแล้วก็เลยรีบไปเข้าห้องน้ำเตรียมตัว

หน้าโรงฉาย ว้าว..มีฉายหนังเก่าด้วยนา.. กับ ทางไปห้องสุขา
...
Let The Right One In Link ______________________________________________
หนังบรรยายไทยและอักฤษ โรงฉายไม่ใหญ่เท่าไร มีคนไทยมาดูไม่กี่คน นอกนั้นเป็นฝรั่งหมด แต่พอถึงเพลงสรรเสริญพระบารมีก็กลายเป็นคนไทยหมดเฉยเลย..แอบภูมิใจในหลวงของเรา..
Credit: MagnoliaPictures
Never Think - Robert Pattinson
Credit: baoyu @ ijigg
Let The Right One In หรือ Let Me In สร้างจากนิยายสยองขวัญขายดีตีพิมพ์หลายภาษาของ John Ajvide Lindqvist นักเขียนสวีเดน ที่ผู้กำกับ Tomas Alfredson เอามาสร้างเป็นหนังโรแมนติกจนได้รับรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์หนังหลายประเทศ มีรางวัลการันตีเพียบ ตอนนี้ผู้กำกับ Matt Reeves กำลังถ่ายทำเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกำหนดฉายปีหน้า..
หนังบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเด็กชายออสการ์ อายุ 12 ขวบ กับแวมไพร์เด็กเอลี่ อายุ200ปี หนังนำเสนอด้านมืดของมนุษย์ - พวกชอบเด็ก ล่วงประเวณี ยาเสพติด ลักเล็กขโมยน้อย ปัญหาครอบครัว และการถูกรังแกในโรงเรียน
ตัวอย่างปกหนังสือฉบับภาษาสวีดิชจาก wikipedia
|
Let the Right One In |
|
| ผู้แต่ง | John Ajvide Lindqvist |
|---|---|
| ผู้แปล | Ebba Segerberg |
| ประเทศ | |
| ภาษา | Swedish |
| ประเภท | Horror |
| สำนักพิมพ์ | St. Martin's Griffin |
| ปีที่ตีพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษ | 2008-10-28 |
| ความหนา | 480 หน้า |
| ISBN | 0312355297 |
...
Brief story by me
กลางดึกอันหนาวเหน็บติดลบ ออสการ์เพ่งมองออกนอกหน้าต่างไปยังถนนหน้าอพาร์ตเมนต์เบื้องล่างที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เอลี่เด็กหญิงลึกลับย้ายมาอยู่ห้องข้างๆพร้อมกับตาแก่อีกคนหนึ่ง ครั้งแรกที่เขาเห็นเธอ ออสการ์ตกหลุมรักทันที
ไม่นานก็มีเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องในย่านนั้นเป็นที่โจทย์จันของชาวบ้าน คืนหนึ่งขณะที่ออสการ์เด็กที่มักถูกรังแกจากหัวโจกประจำโรงเรียน ใช้เวลาไปกับการเล่นสมมุติฆ่าคนและสะสมข่าวฆาตกรรม ก็ได้ยินเสียงทะเลาะดังมาจากห้องข้างๆ
"นายต้องการให้ฉันลงมือเองใช่ไหม" เด็กหญิงตวาดเสียงดังใส่ตาแก่ที่ทำเสียงอ่อยเหมือนสำนึกผิด
ค่ำวันหนึ่งเธอปรากฏตัวเท้าเปล่าบนสนามเด็กเล่นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะโดยไร้เสื้อกันหนาวหนาๆ หรือถุงมืออุ่นๆ ต่อหน้าออสการ์ พวกเขาเล่นด้วยกันและเป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้น โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าทำให้ตาแก่ของเอลี่ไม่พอใจ
"ฉันขอร้อง เธออย่าไปหาเจ้าเด็กนั่นอีกได้ไหม" ตาแก่ขอร้องเอลี่ในค่ำวันหนึ่งก่อนที่จะออกไปทำภารกิจดังเช่นทุกวัน เอลี่ลูบใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาเป็นการปลอบใจ แล้วตาแก่ก็ไม่กลับมาอีกเลย
เขาถูกตำรวจจับในข้อหาพยายามฆ่าและเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะเขาเอาน้ำกรดราดใบหน้าของตัวเองจนเสียโฉม และก็ไม่มีใครรู้ว่าทำไมตาแก่ถึงทำอย่างนั้น
คืนต่อมา เอลี่ไต่กำแพงตึกผู้ป่วยอย่างคล่องแคล่วขึ้นไปเยี่ยมตาแก่เมื่อรู้ข่าวจากทีวีว่าเขาถูกคุมตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เธอเคาะกระจกหน้าต่างห้องคนไข้ที่อยู่สูงขึ้นไปหลายสิบชั้น
"ขอฉันเข้าไปได้ไหม" เอลี่เอ่ย เธอนั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่างนอกห้องพักของตาแก่ บานหน้าต่างไม่ได้ล็อก แต่ตาแก่ก็ลากสังขารรีบไปเปิดให้และกล่าวอย่างเป็นทางการว่า
"เข้ามาสิ"
แต่เอลี่มิได้เข้าไป ตาแก่กลับเป็นฝ่ายชะโงกหน้าออกไปหาเธอและเปลือยต้นคอของเขาให้แก่เธอเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย
...
ร่างไร้วิญญาณของเขาร่วงลงไปเบื้องล่างตึกผู้ป่วย ไม่มีเลือดเหลือในกายสักหยดแต่ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยฤทธิ์น้ำกรดของเขากลับยิ้มอย่างมีความสุข
หลังการตายของตาแก่ เหยื่อฆาตกรรมยังมีอยู่ต่อเนื่อง เอลี่เก็บตัวเงียบในตอนกลางวันและออกมาพบกับออสการ์ในตอนกลางคืน คืนหนึ่งเธอมาหาเขาโดยมีเลือดเปรอะเปื้อนตัวไปหมด เขาให้เธอเข้ามาหลบในห้องของเขาและขอคบเธอเป็นแฟนในคืนนั้น
เธอจากไปในตอนเช้าและทิ้งจดหมายไว้ "ฉันต้องเลือก..จะมีชีวิตโดยที่ไม่มีเธอ รึอยู่กับเธอโดยต้องตาย.." ออสการ์ไม่เข้าใจความหมายของเธอเลยสักนิด
คืนหนึ่ง เหยื่อคนหนึ่งรอดชีวิต คืนถัดมาหล่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และได้เล่าให้สามีสุดที่รักฟัง
"ยัยเด็กนั่นคงแพร่เชื้อใส่ฉัน ฉันไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกแล้ว"
ตอนเช้า ผู้หญิงคนนั้นถูกแสงสว่างเผาทั้งเป็นทันทีที่พยาบาลเปิดม่านหน้าต่างให้ตามที่เธอขอ สามีจึงได้เข้าใจว่าภรรยาของเขาติดเชื้ออะไร..
ออสการ์พาเอลี่ไปเที่ยวเล่นในห้องร้างหลังโรงเรียนของเขา หลังจากที่เขาเล่นงานเด็กเกเรที่รังแกเขาเสียหมอบ เขาใช้มีดพกเฉือนมือของตัวเองเพื่อจะร่วมสาบานกับเธอ แต่เอลี่เปลี่ยนไปทันที เธอดูเหมือนสัตว์ป่าหิวโซเมื่อเห็นเลือดของเขา เธอคลานเข้าไปเลียหยดเลือดที่พื้นอย่างหิวกระหาย ก่อนจะหนีไป ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเธอเป็นแวมไพร์
คืนต่อมาเธอมาหาเขา "ขอฉันเข้าไปได้ไหม" เอลี่เอ่ย ออสการ์ไม่ตอบ กลับถามว่า "ถ้าฉันไม่เชิญ เธอจะไม่เข้ามางั้นหรือ ไม่มีอะไรกั้นไว้สักหน่อย" เอลี่กัดริมฝีปาก แววตาเจ็บปวด เธอเดินเข้าไปในห้องเงียบงัน ไม่นานหยดเลือดผุดขึ้นตามทวารต่างๆ ตา หู ปาก จมูก ผิวหนัง ไหลรินออกจากร่างของเธอต่อหน้าออสการ์ เด็กชายตกใจตะโกน "ฉันให้เธอเข้ามา" เขากอดเธอไว้และขอร้องให้เธออย่าจากเขาไป เขาไม่แคร์ว่าเธอจะเป็นอะไร เอลี่มีความสุขมากเธอสัญญาจะอยู่กับเขา
แต่สามีของผู้หญิงที่ตายรู้แล้วว่าเอลี่คืออะไร เขาตามหาเธอจนเจอ และกำลังจะฆ่าเธอ แต่ออสการ์มาห้ามเสียก่อน เอลี่ตื่นจากหลับใหลแล้วกระโจนเข้าดูดเลือดผู้ชายคนนั้นทันทีจนเขาขาดใจตาย เหตุการณ์นี้ทำให้แม่ของออสการ์กักบริเวณเขา เขาไม่ได้เจอเอลี่อีกเลย เธอหนีไปแล้ว..
...
เวลาผ่านไป ออสการ์ตัดสินใจจะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่มีเอลี่ แต่เด็กเกเรตามมาแก้แค้นเขา ออสการ์เกือบตายแต่เอลี่มาช่วยเขาไว้ได้ทัน.. นักเรียนตาย 3 ศพด้วยฝีมือเธอ.. ออสการ์อยู่ที่นั่นไม่ได้อีกต่อไป
พวกเขาหนีไปด้วยกัน..
เป็นครั้งแรกที่ออสการ์หนีออกจากบ้าน แต่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่เอลี่ต้องหนี มันวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายร้อยปีราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด..รถไฟแล่นนำเด็กน้อยสองคนออกจากตัวเมืองไกลออกไปทุกทีๆบนเส้นทางที่ไม่มีใครล่วงรู้ และจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง..
...
Which desired, which not (สปอยเนื้อเรื่องกด Ctrl+A)
เป็นหนังที่นั่งดูแล้ว "หนาว" และ "เหงา" มาก
แม้ตัวเอกจะเป็นเด็กอายุ 12 ทั้งคู่แต่ฉากผีดูดเลือดของเอลี่ก็ทำได้สั่นประสาทมาก
ในขณะที่ฉากชีวิตของออสการ์กลับทำให้เศร้า เขามีพ่อแม่ แต่พวกเขาแยกทางกัน ออสการ์รักทั้งคู่ จะเห็นได้ว่าออสการ์เป็นห่วงพ่อที่กินเหล้าก็เลยไม่ค่อยชอบขี้หน้าเพื่อนของพ่อที่มักมาชวนเมาหัวราน้ำ และเขาก็เป็นห่วงแม่ด้วยเหมือนกันเขาจึงตัดสินใจไม่หนีไปกับเอลี่ในตอนแรก
อารมณ์เศร้าที่สั่นสะเทือน จนเมื่อเขาตัดสินใจจะอยู่กับเธอตลอดไปจริงๆ พวกเขากลับต้องพลัดพรากกัน อารมณ์เศร้าถูกถ่ายทอดผ่านอากัปกริยาของออสการ์ เขาพยายามจะหยิบของเล่นชิ้นโปรดมาเล่นแต่ก็ไม่รู้สึกว่าสนุกอีกแล้ว เขาละมือจากของเล่นไปอย่างไม่ไยดี เขาเคยสนใจของเล่น แต่เมื่อความผิดหวังมาเยือนแม้ของเล่นชิ้นโปรดก็ไม่สามารถดึงความสนใจของเขาได้ บวกกับเสียงเพลงช้าๆ เครื่องตีหนักๆ มันเศร้าแบบทรมานบีบเค้นก้อนในคอของคุณให้ตื้นเขินขึ้นมาพร้อมน้ำชื้นๆที่ขอบตาเลยทีเดียว
ออสการ์ถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งไม่มีใครอยู่ข้างเขาและเขาก็ไม่กล้าเล่าให้แม่ฟัง แต่เอลี่กลับยุให้เขา "ตอบโต้" นักแสดงเด็กที่เป็นเอลี่เธอดูเด็กแต่เสียงเธอไม่เด็กตามตัว เสียงเธอมีพลังบางอย่างผลักดันให้ออสการ์กล้าต่อกรกับเด็กเกเร
นอกจากเรื่องของออสการ์และเอลี่จะเป็นเรื่องหลักแล้ว ยังมีเรื่องราวชีวิตของคนอื่นๆผูกเข้าให้เรื่องนี้ดูหม่นหมองและเศร้าสร้อยลงไปอีก อย่าง..
1. ชีวิตของตาแก่ที่อุทิศให้เอลี่จนวาระสุดท้าย แม้เขาจะดูเหนื่อยล้าต่อวิถีชีวิตของเขาเองแต่เพื่อคนที่เขารักแล้วเขาสามารถทำได้ทุกอย่างโดยไม่มีลังเล อย่างการฆ่าคนรีดเลือดมาให้เอลี่ การทำลายใบหน้าตัวเองด้วยน้ำกรด หรือแม้แต่การสละชีวิตของเขาเองเพื่อให้เอลี่ประทังความหิว
2. ชีวิตของพ่อแม่ออสการ์ที่แยกกันอยู่ แสดงให้เห็นพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่มีทั้งดีและไม่ดี..
3. ชีวิตของสองสามีภรรยาที่เขารักกันมาก ตอนที่ฝ่ายหญิงกลายเป็นแวมไพร์เธอก็ไม่ยอมทำร้ายเขา ส่วนเขาเพื่อแก้แค้นให้เพื่อนรักและภรรยาของเขา ทำให้เขาตามหาเอลี่จนเจอ
4. ชีวิตของเหยื่อแต่ละคนที่ล้วนเป็นคนดีๆ ไม่เป็นภัยแก่สังคม แต่ต้องมาตายเพื่อเป็นอาหารของแวมไพร์ ทำให้ผู้ชมที่อยากเอาใจช่วยแวมไพร์เอลี่ต้องต่อสู้กับมโนธรรมน่าดู
ความเด็กของตัวเอก และความพยายามของพวกเขาที่จะรักษามิตรภาพไว้ ทำให้ผู้ชมเห็น "ความรักที่บริสุทธิ์" ได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง โดยที่ไม่ต้องเอ่ยว่า "ฉันจริงใจ" เลยสักคำ เพราะความไร้เดียงสาของตัวละครเด็กที่สื่ออกมา ไม่ว่าจะเป็น..
- การที่ออสการ์ให้ของเล่นอันโปรดแก่เอลี่เพื่อแลกกับการสร้างมิตรภาพกับเด็กหญิง การพาเธอไปออกเดตและซื้อขนมที่เขาคิดว่าอร่อยให้เธอกิน เอลี่รักษาน้ำไจเขากินขนมลงไปและอ้วกไม่หยุด จนเขาตกใจกอดเธอไว้
- การพยายามต่อสู้กับเด็กเกเรเพื่อพิสูจน์ว่าเขาก็แกร่ง เหมือนเธอ(ในหนังเอลี่ดูแกร่งและแก่เกินวัย)
- การยอมกรีดเลือดสาบานเพื่อผูกพันเธอไว้
- การกลั้นใจออกจากที่ซ่อนไปขัดขวางผู้ชายที่จะทำร้ายเอลี่
- สีหน้าตกใจของออสการ์ตอนที่เห็นเอลี่เลือดไหลออกจากร่างกายเพราะถูกคำสาปของการ "ไม่ได้รับเชิญ" ทำร้าย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนัง "Let Me In" แวมไพร์ก็เหมือนภูตผีที่ต้องได้รับคำเชิญจากเจ้าของบ้านก่อนจึงจะเข้าไปในสถานที่นั้นได้ ดูได้จากหนังแวมไพร์หลายเรื่องก็เป็นอย่างนี้ ยกเว้นtwilightที่พระเอกดอดเข้าบ้านนางเอกเป็นว่าเล่น
แม้จะเศร้าแต่ก็มีมุกตลกให้ขำเหมือนกัน อย่างฉากที่ออสการ์แอบดูเอลี่เปลี่ยนชุด หนังทำให้คนดูเห็นภาพน่ากระอักกระอ่วนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว จนต้องตกใจก่อนจะหัวเราะออกมาได้
ฉากเอลี่มาช่วยออสการ์ที่สระน้ำของโรงเรียน ออสการ์ถูกเด็กเกเรจับกดน้ำอยู่ ภาพใต้น้ำฉายให้เห็นว่าเขาหลับตาปี๋รอความตายในน้ำโดยที่ไม่รู้เลยว่าข้างบนขอบสระเกิดการสังหารหมู่ หนังไม่ได้แสดงให้ดูว่าเด็กเกเรตายกันยังไง แต่ภาพเด็กคนหนึ่งถูกลากอยู่บนผิวน้ำเหนือหัวของออสการ์ที่หลับตาอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวก่อนที่จะมีชิ้นส่วนมนุษย์ หัว แขน ขา กระเด็นลงในน้ำ มันควรจะน่ากลัว แต่กลับทำให้ผู้ชมในโรงหัวเราะขำกันจนแม้กระทั่งออกมาจากโรงแล้วยังหัวเราะกันอยู่เลย
มีอย่างหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่านิยายแวมไพร์ไม่ต่างกันเลยนอกเหนือจาก "ธรรมชาติของแวมไพร์" แล้ว คือ "บทสนทนา"
"เธออายุเท่าไร"
"เธออายุเท่านั้นมานานเท่าไรแล้ว"
"ไปให้ไกลๆฉัน ฉันอันตรายสำหรับเธอ"
นี่คงเป็นประเด็นหลักของนิยายแวมไพร์ที่ผู้อ่านผู้ชมคงอยากรู้ล่ะมั้ง
...
สปอยจนพอใจละ ไปดูหนังต่อเอาเองเน้อ...
...
*แอบไปดูเอ็นทรี "สยองแอ๊บแบ๊ว" ของคุณตุ้ย
...


(เมล่อน หวานมาก...)
)
I should never think
What's in your heart
What's in our home
But it's all I want
You'll learn to hate me
But still call me baby
Oh, love
So call me by my name
And save your soul
Save your soul
Before you're too far gone
Before nothing can be done
I've tried deciding when
She'll lie in the end
I ain’t got no fight in me
In this whole damn world
Tell you to hold off
You choose to hold on
It's the one thing that I've known
Once I put my coat on
I’m coming out in this all wrong
She’s standing outside holding me
Saying, 'Oh please
I’m in love
I’m in love'
Girl save your soul
Oh save your soul
Before you're too far gone
Before nothing can be done
'Cause without me
You got it all
So hold on
Without me you got it all
So hold on
Without me you got it all
Without me you got it all
So hold on
Without me you got it all
So hold on
Without me you got it all
So hold on
#1 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2009-05-19 15:30