เมื่อ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร พูด
posted on 27 Aug 2009 10:59 by nitineew
“พล.ต.อ.วสิษฐ” เผย “ในหลวง-ราชินี” กำลังตกเป็นเป้าของการลบหลู่
ระบุมีการใช้เว็บไซต์เถื่อนให้ร้ายอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง
ขอคนไทยช่วยปกป้อง ด้าน “ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์” ร่ำไห้ขอคนไทยตอบแทนทั้ง 2
พระองค์ เรียกร้องอย่าขัดแย้งกัน อย่าทะเลาะเบาะแว้ง
วันที่ 25 ส.ค.ที่หอประชุมกองทัพเรือ
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กองทัพเรือ และสำนักราชเลขาธิการ
ร่วมกันจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
“ร้อยดวงใจ เทิดไท้องค์ราชินี”
พร้อมทำพิธีเปิดโครงการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของสำนัก
ราชเลขาธิการ ระยะที่ 2 เว็บไซต์เผยแพร่พระราชกรณียกิจในสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ โดยมี ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พล.ร.อ.กำธร
พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ
ร่วมเป็นประธานเปิดงาน
ในงานดังกล่าวมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ
“พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย” โดยท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ
รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ
พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร
อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจและหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์
นางสนองพระโอษฐ์ที่ถวายงานรับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
มาประมาณ 40 ปี กล่าวว่า ทุกคนทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรตามภูมิภาคต่างๆ
ของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2498
ไม่ว่าจะทุรกันดารอย่างไรทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จฯ ไปทุกหนทุกแห่ง
พระองค์จะสอนเสมอว่าให้คุยกับราษฎรอย่างเคารพนบนอบ
คิดว่าเขาเป็นพี่เป็นน้อง
ไม่เฉพาะคนยากคนจนตามต่างจังหวัดเท่านั้นที่ทรงช่วยเหลือ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังทรงช่วยเหลือประชาชนในเรื่องต่างๆ อีกด้วย เช่น
ครอบครัวได้รับอุบัติเหตุจากการปาหิน
วัยรุ่นอาชีวะที่ถูกลูกหลงจากการทะเลาะวิวาทของ 2 สถาบัน
เด็กชายที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือเด็กชาวเขากำพร้า 2
คนที่เขียนจดหมายร้องทุกข์มายังสำนักพระราชวังขอพระราชทานความช่วยเหลือ
ซึ่งพระองค์ทรงช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้เป็นอย่างดี
ในตอนท้าย ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าวพร้อมร่ำไห้ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ
ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คนไทย ทรงทำมาอย่างยาวนาน แต่ทุกคนได้มีความคิด
ได้เล่าต่อกันหรือไม่ ทุกพระราชกรณียกิจ ทุกโครงการของพระองค์
ไม่เคยหนีจากประชาชน แล้วไม่เคยเอาอะไรมาเป็นของพระองค์เลย
ทรงทำให้กับแผ่นดิน ทรงทำให้กับประชาชน
“สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงห่วงใยประชาชนตลอดเวลา พระองค์มีแต่ให้
(น้ำเสียงขาดหายไป ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ)
แล้วสิ่งที่ทั้ง 2 พระองค์ทรงให้มาก็คือ สิ่งที่ถาวร
ทรงทำทุกอย่างให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ให้ประชาชนมีกินไปชั่วลูกชั่วหลาน”
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ กล่าว
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าวอีกว่า
พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ในโครงการต่างๆ
มันไม่ได้เป็นตัวเงินที่เอามาแจก คนนั้นเอาไปเท่านี้ คนนี้เอาไปเท่านั้น
เงินใช้เมื่อไหร่ก็หมด แต่ว่าสิ่งที่พระองค์ให้เป็นสิ่งถาวร
เป็นสิ่งที่จะอยู่คู่กับบ้านเรา คู่กับแผ่นดินเรา
ทรงให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ เชิดหน้าชูตาประเทศชาติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ
ทรงทำงานศิลปาชีพขึ้นมา เป็นมรดกของชาติให้
ไปดูได้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร
ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม กว่าจะทำขึ้นมาได้ ยากเย็น
“งานเหล่านี้ไม่ได้ทำวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จ แต่ทรงทำมานับ 10 ปี
ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งนั้น
จนบัดนี้มรดกของชาติทั้งถมทอง งานคร่ำ
ที่เกือบจะสูญหายไปถูกนำกลับมาสืบสานไว้แล้ว
อยากให้ทุกคนได้มองเห็นสิ่งเหล่านี้ และมองดูพระองค์ด้วยว่า
ทรงทำงานอย่างไร พูดภาษาง่ายๆ พระองค์ทรงทำงานด้วยหัวใจ
ทรงทำงานทุ่มเททั้งหัวใจของพระองค์ให้กับประชาชนคนไทยด้วยความรัก”
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ กล่าวน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาเริ่มไหล
รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทั้งสองพระองค์ ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว
ทำไมพวกเราถึงไม่ตอบแทนพระองค์ด้วยการทำให้พระองค์ชื่นใจ
เห็นผลงานที่ทรงทำตรงนั้นตรงนี้ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข
เมืองไทยเชิดหน้าชูตาได้ คนไทยเก่ง คนไทยมีเมืองไทยที่งดงาม สวยงาม
ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ รุ่นโต ถ่ายทอดกันมาเป็นสังคมไทยที่อยู่เย็นเป็นสุข
ในวันที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว เราให้อะไรกับพระองค์บ้าง
ให้ความชื่นใจอะไรกับพระองค์บ้าง (พูดพลางร้องไห้ น้ำเสียงสั่นเครือ)
“ทรงไม่ต้องการอะไรเลย ต้องการอย่างเดียว
ทรงอยากเห็นเมืองไทยอยู่รอด คนไทยด้วยกันสามัคคีกัน
ช่วยกันธำรงชาติบ้านเมืองให้ยั่งยืนต่อไป อย่าขัดแย้งกัน
อย่าทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ทรงทำมาตลอด 60 ปี
ทำไมคนไทยถึงปล่อยให้พระองค์เห็นคนไทยเป็นอย่างนี้
ทำไมไม่ทำให้พระองค์ชื่นใจ” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าว
และได้เชิญชวนเหล่าทหารเรือที่มาร่วมฟังการบรรยายนับร้อยคนลุกขึ้นร้องเพลง
สรรเสริญพระบารมี
“วสิษฐ” เผยสองพระองค์ตกเป็นเป้าโจมตี
พล.ต.อ.วสิษฐ ผู้เคยรับราชการเป็นหัวหน้านายตำรวจประจำราชสำนัก
ถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ 12 ปี
กล่าวว่าตลอดระยะเวลาที่ได้รับใช้ใกล้ชิดทำให้ได้ตระหนักถึงน้ำพระทัยของทั้งสอง
พระองค์ที่มีต่อประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก สำหรับสมเด็จพระนางเจ้าฯ
นอกจากทรงเป็นแม่ของพระราชโอรสและพระราชธิดาแล้ว
ยังทรงเป็นแม่ของแผ่นดินด้วย
“ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์
จนบัดนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงไม่เคยห่างจากพระองค์เลย
อะไรที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีส่วนร่วมรู้เห็นตลอดเวลา
ในสมัยที่ผมรับราชการเบื้องพระยุคลบาทเป็นสมัยที่บ้านเมืองไม่สงบจากพวก
คอมมิวนิสต์ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ
ไม่เคยหยุดทรงงาน ไม่ทรงท้อถอยหวั่นเกรง ยังคงเสด็จฯ
เยี่ยมประชาชนในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่สีแดงด้วยความห่วงใย
พสกนิกรของพระองค์” พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าว
อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวอีกว่า
ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ
กำลังตกเป็นเป้าของการถูกลบหลู่ การให้ร้าย การโจมตีโดยคนบางพวก บางประเภท
ตนกล้าเรียนให้ทราบ แม้ไม่มีการยืนยันจากรัฐบาลแต่ตนยืนยันจากความรู้
การสังเกตของตนเองพบว่า สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น
ตอนนี้มีเว็บไซต์เถื่อนที่กำลังทำอย่างนี้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ อยู่อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง
และขอเตือนให้ทราบว่าผู้ที่เราเคารพสักการะ
ผู้ที่เป็นผู้สืบทอดการปกครองแบบราชาธิปไตยมากว่า 700 ปี กำลังถูกทำลาย
โดยคนพวกหนึ่ง สิ่งที่คนไทยต้องตระหนักและช่วยกัน คือ
ปกป้องสถาบันที่อยู่คู่เมืองไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
“มาวันนี้ขอวิงวอนท่านทั้งหลายว่า..
แม้ศัตรูจะยังไม่ถืออาวุธ แต่กำลังใช้วิธีย้อมหัวของเรา
ย้อมหัวใจของเราให้หลงผิด
สิ่งที่ทำได้คืออย่ายอมให้พี่น้องลูกหลานเข้าใจผิด
แต่ต้องทำความเข้าใจ และเผยแพร่
สอนผู้อื่นให้รู้ว่า...
เมืองไทยอยู่ได้เพราะ 3 สิ่งนี้ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เราต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ เราจะเกิดสงครามที่สาหัสมาก อย่าทำให้เกิด แต่ทำได้ด้วยการถ่ายทอดให้ทุกคนรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงทำอะไรมาแล้วกว่า 60 ปี ให้เราทุกคน”
...
ประวัติพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร
พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจประจำราชสำนัก และเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้วางพระราชหฤทัย จนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ก่อนที่จะออกมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่เป็นนักเขียนนวนิยายเกี่ยวกับวงการตำรวจ และอาชญากรรม โดยนำมาจากประสบการณ์จริง จนได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2541 ได้รับยกย่องว่าเป็นตำรวจตงฉินแห่งกรมตำรวจไทย ยุคปราบปรามคอมมิวนิสต์
เกิดวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุดรธานี บิดามารดามีอาชีพเป็นครู จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนประจำจังหวัดขอนแก่น "โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน" เมื่อ พ.ศ. 2487 สำเร็จการศึกษาชั้นเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนวัฒนศิลป์วิทยาลัย ศึกษาต่อที่ รัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้เข้าศึกษา รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการตำรวจ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เคยเข้ารับการอบรมหลักสูตรการสืบสวนจากสหรัฐอเมริกา จบหลักสูตรวิชาการป้องกันประเทศ จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.รุ่นที่ 23) สมรสกับ คุณหญิงทัศนา (บุนนาค) เดชกุญชร เมื่อ พ.ศ. 2500 มีบุตร 2 คน คือ ว่าที่ร้อยตรี สุทรรศน์ เดชกุญชร และ ร้อยตำรวจตรีหญิงปรีณาภา เดชกุญชร พลตำรวจเอก วสิษฐ มีหลาน 3 คน ได้แก่ น.ส.ปัญจรัตน์ เดชกุญชร ,จ่าเอก ชิษณุวัฒน์ เดชกุญชร และ น.ส.ณัฐพร เดชกุญชร
วสิษฐ เดชกุญชร เริ่มรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ต่อมาได้ลาออกไปสมัครเข้ารับราชการในกรมประมวลราชการแผ่นดิน (ต่อมาคือกรมประมวลข่าวกลาง) แล้วโอนไปรับราชการที่กองตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และย้ายไปเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำในปี พ.ศ. 2513 เคยเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2516 เป็นสมาชิกวุฒิสภา ในปี พ.ศ. 2532 และในปี พ.ศ. 2539 - 2543 และเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2533 ถึง 9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ตำแหน่งสุดท้ายในกรมตำรวจก่อนลาออกไปเป็นรัฐมนตรีเป็น รองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายกิจการพิเศษ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
- มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ม.ป.ช. (ชั้นสูงสุด)
- มหาวชิรมงกุฎ ม.ว.ม. (ชั้นสูงสุด)
- ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ท.จ.ว.
- เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 4
- เหรียญราชรุจิทอง
ผลงานที่เคยถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์
- สารวัตรเถื่อน (2530) ฉายทาง ช่อง 5 นำแสดงโดย ฉัตรชัย เปล่งพานิช ฐาปกรณ์ ดิษยะนันทน์[1]
- แม่ลาวเลือด (2533) ฉายทาง ช่อง 3 นำแสดงโดย ฉัตรชัย เปล่งพานิช จริยา สรณคม เกรียงไกร อุณหะนันทน์ รัญญา ศิยานนท์ [1]
- สารวัตรใหญ่ (2537) ฉายทาง ช่อง 7 นำแสดงโดย ลิขิต เอกมงคล รับบท พ.ต.ท.ใหญ่ เวโรจน์ ยุทธพิชัย ชาญเลขา รับบท ว่าที่ ร.ต.ต.พิทยาธร
- เลือดเข้าตา (2538) ฉายทาง ช่อง 5 นำแสดงโดย จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ รับบท ร.ต.ต.พันแสง อัศวโกวิทวัฒน์ สันติสุข พรหมศิริ รับบท สารวัตรก้อนเส้า
- หักลิ้นช้าง (2539) ฉายทาง ช่อง 7 นำแสดงโดย พีท ทองเจือ รับบท ธนุส นิราลัย ลินดา ครอส รับบท ลำเพา
บทบาทในเหตุการณ์14ตุลา
ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 พล.ต.อ.วสิษฐ ซึ่งในขณะนั้นมียศ พันตำรวจเอก (พ.ต.อ.) ดำรงตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำ มีบทบาทในการดูแลความสงบบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ รวมถึงบริเวณพระราชวังดุสิตด้วย โดยเป็นผู้ติดต่อและเจรจากับทางฝ่ายผู้ชุมนุมและเป็นผู้อัญเชิญพระบรม ราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอ่านให้แก่ผู้ชุมนุมฟัง ก่อนจะสลายตัวไป แต่จากอุปสรรคทางการสื่อสารประกอบกับมีมวลชนเป็นจำนวนมาก ผู้นำชุมนุมจึงไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด จึงเกิดเหตุนองเลือดในเวลาต่อมาหลังจากนี้
ภาพและข้อมูลจากWikipedia
Link อื่นๆที่น่าสนใจ
- วสิษฐ เดชกุญชร ยอดตำรวจนักเขียน
- ประวัติ วสิษฐ เดชกุญชร จากสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น
- http://www.chatchai-in-characters.com/Dramas.html
- 14 ตุลา เบิกฟ้าประชาธิปไตย
...


ปล. ราอาจต้องการสารวัตรเถือนแล้วก็ได้ในตอนนี้
#1 By MomMom on 2009-08-27 11:38