..จะได้โตกับเขาซะที
posted on 07 Sep 2009 14:31 by nitineew
- รับรู้...

คนอื่นเห็นคุณเป็นพวกแคะขี้มูก สกปรก
แต่ที่จริง...
คุณแค่เครียดเศร้า แล้วแงะจมูกเล่นทั้งที่มันไม่มีขี้มูกสักก้อนข้างใน
คนเรามักจะรับรู้ "ภาพลักษณ์" ก่อน และมีความระแวงสงสัยเป็น "เกราะป้องกันตัว"
...
ถ้า
เราทุกคน เป็น มนุษย์อวกาศ
และ
การคบหาเพื่อน คือ การสำรวจดาวนาแม็ก
สมมุติว่า...
มนุษย์มองเห็นดาวนาแม็กจากระยะไกลหลายปีแสงและเข้าใจว่าพื้นผิวของมันเกลี้ยงเกลาเป็นลูกปิงปอง
"ออนเอ็มกับน้องกุ๊กไก่ คุยสนุกว่ะ อวาตาร์ก็ดูดี"
จนเมื่อบินเข้าสู่วงโคจรของดาวจึงได้เห็นว่ามันมีลักษณ์เหมือนร่องสิวมากกว่า
"น้องกุ๊กไก่ระยะเมตรครึ่ง น่าขนลุกพิลึก แถมยังเซ่อซ่าอีก"
(ตูถอยตอนนี้ดีไหมวะ ขนาดพื้นผิวภายนอกยังเป็นอย่างนี้ ก๊าซในบรรยากาศอาจเป็นพิษต่อมนุษย์โลกก็ได้)
(ตูถอยตอนนี้เลยดีไหม กลัวคบต่อไปแล้วไก่ฟ้าจะกลายร่างเป็นไก่งวง)
พอยานสำรวจลงจอด ณ ดาวนาแม็ก มนุษย์อวกาศก้าวออกจากยานไปสัมผัสหลุมสิวของผิวดาวเป็นครั้งแรก หลุมสิวบนดาวที่แท้คือบ่อน้ำใสกิ๊กปักป้ายว่า "บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์" ...แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยเชื่ออะไรง่ายๆ
"น้องกุ๊กไก่ดูจริงใจดีว่ะ แต่น่ากลัวจะเฟ็กหวังอะไรจากตูป่าววะ?"
มนุษย์อวกาศเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อไปพิสูจน์ แต่น้ำไม่ทำปฎิกิริยาต่อสิ่งใดบนโลกเลย
"ลองใจ พิสูจน์ความจริงใจน้องหลายหน ไม่โดนอ่ะ"
ระหว่างที่มนุษย์อวกาศกำลังจะขึ้นยานเดินทางกลับ พอดีอุกกาบาตพุ่งใส่กบาลพอดี เห็นทีชีวีจะไม่รอด มนุษย์อวกาศก้มลงดื่มน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์ด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายนั่นเอง ...แล้วมนุษย์อวกาศก็ฟื้นคืนชีพ
แต่ในตอนที่ชีวิตอยู่ใน "นาทีฉุกเฉิน" กลับมีแต่น้องกุ๊กไก่ที่จะสามารถช่วยเหลือเราได้
ที่แท้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มีไว้ "ชุบชีวิต" นั่นเอง
น้องกุ๊กไก่ไม่ไร้ค่าเมื่อถึงเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือจากเขาจริงๆ
...
- เข้าใจ..
"ความจริงใจ"ใครๆก็ไขว่คว้า
แต่พอมาอยู่ตรงหน้ากลับไม่รู้จักมัน
...
มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้
...
ต่อไป..
ฉันจึงไม่จำเป็นจะต้องแสดงสิ่งข้างในออกมามากเกินไป...
เพราะคนตัดสินกันจาก "ภายนอก" มากกว่า
จนกว่าคนที่รับไปจะเห็นคุณค่าของมัน
...
สิ่งที่น่าจะทำจึงแค่จริงใจต่อทุกคน
แต่
แสดงออกต่อคนที่รู้คุณค่าของมันก็พอ
...
ข้างล่างนี่ไม่รู้เกี่ยวไหม
...
ตอนเรียนหัวข้อ "พรหมวิหาร"
พระอาจารย์เคยให้โจทย์ว่า..
"ถ้าเพื่อน A ที่สนิทกับเพื่อน B แอบเป็นกิ๊กกับแฟนของเพื่อน B แล้วคุณไปรู้เข้า คุณจะทำอย่างไร?"
ก. รีบไปเตือนเพื่อน B
ข. เตือนเพื่อน A ว่าสิ่งที่ทำ "ไม่ถูกต้อง"
ค. ไม่เตือนทั้งคู่นั่งดูคนทะเลาะกันดีกว่า
ง. ไม่ทำอะไรเลย
...
พระอาจารย์บอกว่าควรเลือกข้อ ง.
แต่ฉันไม่เข้าใจ
...
ท่านให้โจทย์อีกข้อ
"ถ้าคุณเห็นเสือกำลังขย้ำกวาง คุณจะทำอย่างไร?"
ก. สู้/ไล่/ฆ่าเสือ เพื่อช่วยกวาง
ข. ล่อกวางอีกตัวมาให้เสือกิน
ค. ช่วยฆ่ากวาง มันจะได้ไม่ทรมาน
ง. ไม่ทำอะไรเลย
...
พระอาจารย์เฉลย ง.อีก ฉันยังไม่เข้าใจ
...
เราเป็นเรา
เรามือเปล่าช่วยกวางได้หรือไม่?
กวางเป็นกวาง
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเสือเป็นเสือ
เสือกินกวาง กวางถูกเสือกิน ทุกคนมีกรรมเป็นของตน
เราช่วยกวาง แล้วเราเบียดเบียนเสือหรือไม่
ไม่ว่าเราจะช่วยกวางด้วยทางใดก็ต้องมี "ใคร" คนหนึ่งถูกทำร้าย
...
นี่เป็นเหตุผลที่ พรหมวิหาร๔ (ธรรมะของผู้(เป็น)ใหญ่) ต้องมี "อุเบกขา" เข้ามาช่วย "เมตตา" "กรุณา" ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แล้วก็ช่วยให้ "มุทิตา" มีความสมดุล ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป
...
- จะได้ก้าวต่อไป.
การแบกกระสอบ "ฉันแคร์" เที่ยวทุ่มเทใส่ใครไม่เลือกหน้า
ทำให้คุณเป็นคน "ไม่รู้จักโต"
เพราะคุณมักนำปัญหาและความเหนื่อยล้ามาสู่ตนโดยไม่จำเป็น
และอาจทำร้ายคนอื่นด้วย
โลกไม่ได้หมุนรอบตัวคุณ คุณไม่ใช่พระเจ้า
ใครคนหนึ่งบอกว่า "ปล่อยวาง" มันลงบ้าง แล้วพิจารณาชั่งใจ
เื่มื่อเราได้ใช้เหตุผลมากขึ้นและยับยั้งอารมณ์ความรู้สึกไว้ได้
ฉันคิดว่าถ้าฉัน "โตเป็นผู้ใหญ่" จริงๆเมื่อไร แล้วฉันคงจะตอบ ง. เมื่อนั้นเอง
...
รับรู้ เข้าใจ จะได้โตกับเขาซะที..
...

ได้คิดอีกแล้ว
#1 By b-padung Studio on 2009-09-07 17:55