ต้นเหตุของปัญหา?"มหาลัยสยองขวัญ"
posted on 26 Oct 2009 12:22 by nitineew...
**สปอยนิดเดียวเอ๊งงง...
...
ไปดูมาแล้วล่ะ
มหา'ลัยสยองขวัญ
ดูครึ่งเรื่องยังคุ้ม! อีกครึ่งมองไม่เห็น โดนนิ้วบัง หุหุ
หนังหยิบเอาเรื่องเล่าสยองขวัญในรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดังต่างๆ4เรื่องมาผูกใหม่ให้น่าติดตามโดยใช้ เป้ย ปานวาด เป็นตัวเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมด
เรื่องเล่าที่ฉันอยากไปดูที่สุดคือ "ป๊อก..ป๊อก..ครืด"
เพราะได้ยินมาตั้งแต่เด็ก อยากรู้ว่าในหนังจะเป็นยังไง
ฉากที่น่ากลัวสุดคือ "ฉากจบ"
เสียงเรียกเข้ามือถือของใครคนหนึ่งดังมากในความมืด ได้ยินกันทั้งโรง
เสียงมือถือตูนี่หว่า!
ห่านเป็ด! ฉันคิด หัวใจไปกองที่ตาตุ่ม
นึกในใจ "ตูปิดมือถือแล้วนี่หน่า ทำไม.."
"ฮัลโหล.." น้องเป้ยในหนังรับสาย
ป้าดโถ่ว..เสียงเรียกเข้าเดียวกันเลย!..
จาก "ตกใจ" กลายเป็น "หลอน"
เสียงเรียกเข้านั่นยังดังในหูฉันอยู่เลยจนตอนนี้
หยิบมือถือมาดูหลายหน นึกว่ามีสายเข้า แต่เปล่าเล้ย..
หลอนค้าง..เหอๆ
ดูจบ เรื่องที่ชอบที่สุดกลับเป็น "ศพหาย" เรื่องของนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
จบแบบเก๋ไม่หยอก
ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าสยองในโรงเรียนเรื่องหนึ่งที่ฉันกับเพื่อนๆเคยใช้เล่าเล่นสร้างบรรยากาศก่อนที่จะเริ่มเกมผีเหรียญกัน..
เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งเล่นซ่อนแอบกันในวันสุดท้ายก่อนปิดภาคเรียน พวกเขาเล่นอยู่จนเย็น เกมยังไม่จบเพราะต้องหา"เพื่อนคนสุดท้าย"ให้ได้ก่อน แต่ช่วยกันหาเท่าไรก็ไม่เจอจนลุงภารโรงมาไล่เด็กๆกลับบ้าน
ผ่านไป 1 เดือน..
เช้าตรู่วันเปิดภาคเรียน ลุงภารโรงมาไขกุญแจเปิดห้องต่างๆของโรงเรียน เขาตกใจมากเมื่อพบว่ามีเด็กนักเรียนคนหนึ่งอยู่ในห้องน้ำ หน้าตาอิดโรยดูซูบซีด เนื้อตัวมอมแมม..
ภารโรง "หนูมาอยู่ในนี้ได้ยังไงกัน?!?"
เด็กคนนั้น "ลุงมาช้าจัง.."
ภารโรง "ตายแล้ว! หนูมาอยู่ในนี้ตั้งแต่เมื่อไร?"
เด็กคนนั้น "อยู่ก่อน แล้วค่อย.."
ภารโรง "หนูว่าอะไรนะ?" (แคะขี้หู)
เด็กคนนั้น "ขังอยู่ในนี้ก่อนแล้วค่อยตาย.."
ภารโรง "อะไรนะ? ใครขังใคร?"
เด็กคนนั้น...
ก็แกน่ะสิ!
ขังฉันในนี้จนตาย!
เหอๆๆ มุขเก๊าเก่า..แอบแก่นะเนี่ย..
...
จากมุมมองของ "คนธรรมดาๆดูหนังผี" โดยรวมแล้วฉันชอบหนังเรื่องนี้นะ สนุกดี หนังเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ได้ต่อเนื่อง หลอนระทึก ขำก็เยอะ ฮาตรงการกระทำของตัวละคร
...
พอดูจบแล้ว นอกจากฉากสยองในหนังจะตามหลอนแล้ว ยังมีเรื่องให้ต้องเอามาขบคิดต่ออีก..
ในโรงฉาย เก้าอี้แถวหน้า มีพ่อแม่คู่หนึ่งพาลูกวัยประถมฯมาดูด้วย!
น้องชายฉันกระซิบ "เฮ่ย มีเด็กมาดูด้วยว่ะ"
ฉัน "เรื่องนี้เค้าให้เด็กดูด้วยหรือ?"
น้องชายยื่นต้นขั้วตั๋วหนังให้ดู
เลข "18+" เขียนไว้ใต้ชื่อเรื่องชัดเจน
หนังเริ่มพอดี หน้าจอขึ้นข้อความตัวโตๆตอกย้ำว่า "เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป"
ฉันแกล้งทวนข้อความปล่อยให้เสียงลอยไปตามลมแอร์เป่า
"เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป.."
เด็กนั่น "แม่ๆ เขาเขียนว่า18ปีขึ้นไป งั้นหนูก็ดูไม่ได้อ่ะสิ?"
แม่เด็กนั่น "ไม่เป็นไรลูก หนูเป็นเด็กผู้ชาย ดูได้ๆ"
..ฉันนึก จะดูไปได้สักกี่น้ำ..
...
เวลาผ่านไป
ฉันดูหนังไปครึ่งเรื่องแล้ว และลืมเด็กนั่นไปเสียสนิท
บางฉากในหนัง เละ สยดสยอง กระตุกใจให้หวาดผวา
และบางฉากก็ "โหดเหี้ยม"
มันสมจริงเสียจนฉันยังเชื่อ
ฉากเหล่านั้น..
ฉันว่าผู้กำกับและนักแสดงคงไม่คาดหวังจะให้เด็กได้ดู
และพ่อแม่อีกหลายคนคงจะพยายามหลีกเลี่ยงให้พ้นจากสายตาลูกๆเป็นแน่
...
ผู้หญิงในหนัง "กรี๊ด.."
เด็กนั่น "แม่ๆ ผู้ชายเขากำลังทำอะไรผู้หญิงหรือแม่?"
แม่ "..."
เด็ก "พ่อๆ ผู้หญิงเป็นอะไร?"
พ่อ "..." เงียบกริบ = ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาของผู้เป็นแม่แต่เพียงผู้เดียว
"แม่ๆ.."
แม่ "ทำไมหนังมันโหดขนาดนี้เนี่ย.."
แม่เด็กนั่นบ่นประปอดกระแปด กะว่าเสียงของหล่อนจะลอยมาตามลมแอร์เป่าถึงคนนั่งแถวหลัง หึหึ
ฉันกับน้องชายมองหน้ากันด้วยความปลงสังเวช
หนังจบ แต่ฉันยังคิด
ตอนดูหนัง แฮรี่ พอตเตอร์ภาค5 ก็18+นะ? ถ้าจำไม่ผิด?
พอเริ่มเรื่องไปได้นิดเดียว
ตอนที่ ดัดลี ตาเหลือกลานกลัวผู้คุมวิญญาณหน้าผีสุดขีด
พ่อคนหนึ่งจูงลูกออกไปจากโรงฉายทันที
ส่วน "พ่อแม่ของลูกชายวัยประถมฯ" ที่ฉันพบเมื่อวานนี้ไม่ได้พาลูกออกไปจากโรงแม้จะบ่นว่าหนัง"โหด"
ยังนั่งดูกันต่อไปพลางหาคำตอบให้คำถามกระอักกระอ่วนของลูก
พวกเขาคงไม่ได้เตรียมใจมาว่าจะต้องมาตอบคำถามเหล่านั้นในยามพักผ่อนดูหนังเช่นนี้
ผู้ใหญ่หลายคนพยายามปกป้องเด็กและเยาวชนด้วยเครื่องหมาย "18+"
แล้วทำไมพ่อแม่คู่นั้นถึงได้ละเลยจะใส่ใจกับความหมายของมันก่อนหน้านี้
ตอนนี้ พ่อแม่คู่นั้นจะเข็ดไหมนะ? พวกเขาจะแนะนำลูกต่อไปอย่างไรล่ะ?
คำถามของลูกคงไม่จบแค่ในโรงหนังแน่นอน
ภาพเด็กหนุ่มอีกคนแวบเข้ามาในหัว เขาตายไปแล้วเมื่อปีก่อนโน้น
คุณยังจำเขาได้ไหม?
บน--โชซึงฮวี นักศึกษาชาวเกาหลีในสหรัฐฯก่อคดีสังหารเพื่อนนักเรียน32รายแล้วฆ่าตัวตายตาม
ล่าง--ชเวมินซิก นักแสดงนำในเรื่องOld Boy ของผู้กำกับ ปักชันวุก
โชอายุ 23 ปีตอนที่เสียชีวิต เขาเก็บกด กดดันกับการเรียน ฐานะทางสังคม เชื้อชาติและความผิดหวังเรื่องความรัก มี"ความเปราะบางทางอารมณ์"--ช่วงเวลาที่มนุษย์มีวิจารณญาณและสติสัมปชัญญะ น้อยที่สุด
...
เราทุกคนเคยเป็น "ผ้าขาว"--ช่วงเวลาที่วุฒิภาวะในการวิเคราะห์ด้วยเหตุผลยังน้อยเหลือเกิน
ผ้าขาวที่ต่อมาเป็นผ้าเปื้อนบ้าง ด่างบ้าง ยับบ้าง ตามแต่จะถูกถนอมมาอย่างไร
เรื่องเด็กนักเรียนโชคร้ายกับลุงภารโรงวนกลับเข้ามาในหัว เด็กที่ไม่รู้ประสีประสา กับ ผู้ใหญ่ที่ไม่รอบคอบจึงทำผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ฉันจินตนาการภาพ "เด็กนั่น" เด็กประถมฯในโรงหนังคนนั้นตะโกนออกมาดังๆว่า..
ก็แกน่ะสิ!
ทำให้ฉันเป็นแบบนี้!
ฉันคิดเยอะไปไหมเนี่ย?
...
BookExpo2009


.jpg)
#1 By ยัยตูดเป็ด on 2009-10-26 12:45